วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

หนาวนี้ สู้หวัดด้วยการนอน


อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ หลายคนไม่สบายเป็นหวัดได้ง่าย เราเลยมีวิธีง่ายๆ ในการสู้หวัดมาฝากค่ะ ง่ายมากเพราะแค่นอนหลับให้เพียงพอก็เป็นปราการต้านหวัดได้แล้ว แถมยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

หวัด, เป็นหวัด, ป้องกันโรคหวัด, ป้องกันหวัด, การนอน, นอน
ผลวิจัยล่าสุดเผยว่า คนที่นอนน้อยหรือนอนไม่พอ จะเสี่ยงต่อการป่วยเป็นหวัดมากกว่า เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหวัดเข้าสู่ร่างกาย
“คนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีโอกาสที่จะเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่า” เชลดอน โคเฮน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ผู้ทำการวิจัยเรื่องนี้กล่าวหลังจากที่ผลการวิจัยเรื่องนี้ของเขาตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Internal Medicine
ในการศึกษานี้ทีมนักวิจัยทีมนี้ได้ทำการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 21 -55 ปี จำนวน 153 คน เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องการนอนและไลฟ์สไตล์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างมีโอกาสรับเชื้อไวรัสโรคหวัดเข้าสู่ร่างกาย ผลปรากฏว่าเมื่อได้รับเชื้อไวรัสโรคหวัด 88 % ของกลุ่มตัวอย่างเกิดอาการติดเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถตรวจว่าใครติดเชื้อได้จากการตรวจแอนตี้บอดี้ในกระแสเลือด ซึ่งในกลุ่มตัวอย่าง 88% ที่มีอาการติดเชื้อนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดอาการป่วย มีเพียง 43% เท่านั้นที่มีอาการป่วยเป็นหวัด เช่น คัดจมูก ไอ หรือเจ็บคอ
ผลการศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่นอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่า และยิ่งนอนน้อยเท่าไหร่ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นด้วย
โดยหากกลุ่มที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืน นอนหลับได้น้อยลง 10 นาที พวกเขาจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าครึ่ง และหากนอนหลับได้น้อยลงถึง 40 นาทีต่อคืน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ถึง 5 เท่า
นักวิจัยอธิบายว่า การนอนหลับน้อยทำให้เสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นนั้นเพราะการนอนหลับมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั่นเอง
รู้อย่างนี้แล้ว คืนนี้เข้านอนแต่หัวค่ำ ทำใจให้สบาย และนอนหลับให้สนิทอย่างผ่อนคลายกันดีกว่า











วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

ส่งเสริมการอ่านด้วยการเล่านิทาน

ส่งเสริมการอ่านด้วยการเล่านิทาน

10 วิธีสร้างความสุขในที่ทำงานด้วยตัวคุณเอง

10 วิธีสร้างความสุขในที่ทำงานด้วยตัวคุณเอง

10 วิธีสร้างความสุขในที่ทำงานด้วยตัวคุณเอง


 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เมื่อไหร่ที่ถึงเช้าตรู่ของวันจันทร์ทีไร เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ต้องตื่นนอนไปทำงานต่างก็พร่ำบ่นออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า "วันจันทร์อีกแล้วเหรอเนี่ย ยังขี้เกียจอยู่เลย" สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเพราะคุณไม่มีความสุขยามอยู่ที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานนิสัยแย่ หรือไม่ชอบงานที่รับผิดชอบในปัจจุบัน จึงทำให้หมดไฟไม่กระตือรือร้นที่จะมาทำงาน 

          แต่ของแบบนี้บางทีมันอยู่ที่วิธีคิดของแต่ละคน ว่าจะหาความสุขจากสิ่งที่ทำได้อย่างไร เอาเป็นว่าวันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ในการสร้างความสุขในสถานที่ทำงานมาฝากให้คุณได้ลองนำไปใช้ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปชมพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

          1. มองโลกในแง่บวก

          หากเปิดใจมองโลกให้กว้างขึ้น บางทีชีวิตที่ออฟฟิศมันก็ไม่ได้เลวร้ายซะขนาดนั้นหรอก ใช่! คุณอาจเบื่องานที่ทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทว่าสิ่งที่ได้มาคือค่าตอบแทนที่สูงอยู่มิใช่? เจ้านายสุดจะปลื้มปิติกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของคุณ หรือกระทั่งมีสาวสวยยังโสดเป็นเพื่อนร่วมงานอยู่รายล้อมเต็มไปหมด เห็นไหมล่ะ จริง ๆ เรื่องดี ๆ อาจอยู่รอบตัวก็เป็นได้ หากรู้จักมองโลกในแง่บวก

          2. ไม่จำเป็นต้องทำให้คนรอบข้างพอใจทุกคน

          เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำให้คนที่อยู่รอบตัวมีพอใจและชอบคุณได้ทุกคน ของแบบนี้บางทีความพยายามอยู่ข้างเดียวมันก็ไม่ได้ผล เพราะคนเราคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่คุณคิดว่าดี เขาอาจไม่ชอบก็เป็นได้ และหากคุณยิ่งคาดหวังว่าเพื่อนร่วมงานจะต้องรู้สึกอย่างที่คุณต้องการ แล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่คิด คราวนี้ก็นอยด์อีก ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังว่าต้องทำให้คนรอบตัวพอใจ รวมทั้งอย่าเก็บเอาคำพูดที่แย่ ๆ ของคนอื่นมาใส่ใจด้วย

          3. กล้าคิดกล้าตัดสินใจ

          การก้มตาก้มตาทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีปากมีเสียงกับใครเลยมันก็ดีอยู่หรอก แต่บางครั้งคุณก็ต้องกล้าแสดงความคิดเห็นและกล้าตัดสินใจด้วยตัวเองดูบ้าง หากพบว่าบางอย่างไม่ถูกต้องหรือมีเหตุผลที่ดีกว่า ไม่ใช่เอะอะก็เออออห่อหมกตามน้ำกันไป เพราะเจ้านายหลายคนก็ใจกว้างพอจะรับฟังความเห็นของคุณอยู่แล้ว อยู่ที่คุณเองนั่นแหละจะกล้าเดินเข้าไปหาเขารึเปล่า

          4. ทานอาหารเพื่อสุขภาพ

          การเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของคุณได้เหมือนกัน ลองคิดดูสิว่าหากคุณเอาแต่ซื้ออาหารฟาสท์ฟู้ดมานั่งกินไปด้วยทำงานไปด้วยทุกวัน ๆ มันจะน่าเบื่อขนาดไหน แถมมีแต่ของที่ไม่มีคุณค่าต่อสุขภาพทั้งนั้น สู้ลองออกไปหาอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วนทานข้างนอกจะดีกว่า นอกจากจะได้เลือกทานในสิ่งที่ชอบและมีประโยชน์แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไม่ให้ดูน่าเบื่อจนเกินไปอีกต่างหาก

          5. ทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นบ้าง

          แม้ออฟฟิศจะเป็นสถานที่ทำงานซึ่งต่างคนต่างมาทำหน้าที่ของตัวเองที่นี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตคนเราก็ยังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยเช่นกัน ซึ่งเพื่อนร่วมงาน นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อที่มีผลต่อความสุขในที่ทำงานของเรา ถ้าวัน ๆ เอาแต่นั่งทำงานหัวโตคนเดียว ไม่คุย ไม่ปรึกษาใครเลย ช่วงเวลา 9 ชั่วโมงที่ออฟฟิศจะน่าเบื่อขนาดไหน แต่หากคุณมีเพื่อนที่น่ารัก คอยช่วยเหลือ และให้กำลังใจอยู่เสมอ ต่อให้งานหนักก็มีแรงฮึดทำให้สำเร็จได้แหละหน่า

          6. ถามฟีดแบ็คการทำงานของตัวเองจากหัวหน้างาน

          หากอยากทราบศักยภาพการทำงานของตัวเองว่าทำได้ดีแค่ไหน คุณก็ลองขอความเห็นจากหัวหน้างานที่คุณอยู่ใต้บังคับบัญชาดูสิ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากคุณทำผลงานออกมาได้ดีก็ถือเป็นความภาคภูมิใจที่อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาอย่างเต็มที่ ซึ่งใครจะรู้อาจจะได้โบนัสหรือเลื่อนตำแหน่งเป็นรางวัลตอบแทน แต่ถ้าผลงานตกลงก็อย่าเฟลล์ให้มากนักล่ะ แต่ให้เอาข้อบกพร่องทั้งหมดที่หัวหน้าชี้แจงมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาตนเองต่อไป


          7. มีอารมณ์ขันซะหน่อยสิ

          แม้จะอยู่ในเวลางานก็จริง แต่การสร้างอารมณ์ขันหรือพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อน ๆ ตัวฮาบ้าง ก็ช่วยให้บรรยากาศในการทำงานมีความสุขมากขึ้น ดีกว่ามานั่งทำหน้าเครียดใส่กันให้เสียอารมณ์กันเปล่า ๆ

          8. ให้รางวัลกับตัวเอง

          ไหน ๆ ก็ลุยโปรเจคท์งานสุดหินผ่านมาได้ฉลุยแล้ว ก็ให้รางวัลกับตัวเองสักหน่อย เช่น ออกไปแฮงเอาท์กับเพื่อน ๆ ซื้อของขวัญเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ตัวเอง หรือลาพักร้อนเดินทางไปพักผ่อนตามต่างจังหวัด หลังจากที่หน้าดำคร่ำเครียดจนทำงานได้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้

          9. อย่าเก็บทุกอย่างมาคิดมากจนเกินไป

          นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก ที่ในชีวิตการทำงานคุณจะไม่เคยถูกเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานตำหนิ ทั้งในเรื่องของงานหรือนิสัยส่วนตัว อย่างไรก็ตาม อย่าได้เก็บคำติเตียนต่าง ๆ มาคิดมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้คุณมีอคติต่อพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล เพราะบางครั้งคุณก็ผิดจริง ซึ่งทางที่ดีให้รับฟังปัญหาด้วยความเข้าใจ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขจะดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง 

          10. เลิกบ่น แล้วลงมือทำ

          เวลาผลงานที่ทำออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง คุณอาจจะพร่ำบ่นกับตัวเองหรือเพื่อนบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ทว่าหากมัวมานั่งบ่นแต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายยิ่งทำให้ตัวเองหัวเสียหนักกว่าเดิม เพราะใจคุณยังหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะดีกว่ามั้ย ถ้าเปลี่ยนจากสิ้นเปลืองพลังงานทางลมปาก มาใช้คิดและลงมือปฏิบัติแทน


          เห็นไหมล่ะว่า อันที่จริงเส้นบาง ๆ ระหว่าง ความสุข กับ ความทุกข์ มันก็แค่นิดเดียว อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกมองมุมไหน และหวังอะไรจากงานที่ทำอยู่ เพราะบางครั้ง...ความเบื่อหน่ายและอาการหมดไฟในการทำงาน ก็แวะเวียนเข้ามาทักทายเราได้เสมอ ซึ่งก็อยู่ที่ตัวคุณเองว่าจะเลือกจัดการกับช่วงเวลาเหล่านี้อย่างไร หรือลองนำทริคที่เรานำมาแนะนำไปปฏิบัติดู เพราะถ้าคิดให้ดี ๆ บาง "สถานที่ทำงาน" อาจเป็น "สถานที่สร้างความสุข" ให้กับคุณแห่งหนึ่งก็ได้

10 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดี

    10 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดี

    10 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดี

    สุขภาพ


    10 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดี (ไทยโพสต์)

              ปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องยอดฮิตติดปากของคนไทยทุกวันนี้แล้ว  เห็นได้จากการทำบุญไหว้พระ คำว่า "ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง" กลายเป็นคำอธิษฐานมาแรงแซงหน้าในยุคปัจจุบัน จึงเป็นเหตุผลให้ผู้คนมากมายในสังคมมองหาหนทางรักษาสุขภาพของตัวเอง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยอันนำมาซึ่งความเสียหายและปัญหาอื่น ๆ ตามมามากมาย

              ล่าสุด นิตยสาร  H to H Magazine ได้รายงาน  "10  ทิปเพื่อการมีสุขภาพดี"  โดยสนับสนุนข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล  เมโมเรียล เราจึงนำมาบอกต่อเพื่อให้คุณ ๆ ได้ลองพิจารณา เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลย
     1.แอปเปิ้ลวันละผล

              คำพูดที่ว่า  an apple a day,  keeps doctor away เป็นจริงเสมอ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอนพบว่า การรับประทานแอปเปิ้ลวันละผลจะทำให้การทำงานของปอดดีขึ้น จากแอนติออกซิเดนต์และสารในแอปเปิ้ลที่เรียกว่า quercetin ซึ่งช่วยทำให้ปอดแข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นระบบ

     2.หายใจลึก ๆ 

              เราควรหายใจให้ลึกเพื่อขยายการทำงานของปอด และทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ แต่ทุกวันนี้เรามักหายใจสั้น ๆ เนื่องจากการทำงานในที่อับทึบ หรือเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นในแต่ละวันลองหายใจลึก ๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 ครั้ง และต้องเป็นแบบหายใจเข้า ท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบด้วย จึงจะเรียกว่าถูกวิธี

     3.หลีกเลี่ยงการนำผักเข้าไมโครเวฟ

              จากการวิจัยของสเปนพบว่า การทำผักให้สุกในไมโครเวฟจะทำให้สารอาหารหายไปได้ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นทางเลือกที่เราควรจะเลือกคือ การรับประทานผักสด ๆ หลีกเลี่ยงผักแบบไมโครเวฟ แม้อาหารกล่องอาจให้รสอร่อย แต่จงรู้ไว้ว่าสารอาหารนั้นไม่มีเหลือแล้ว

     4.ขยับตัวเสมอ..สังเกตไหม

              คนที่ขยับตัวอยู่เสมอจะมีระบบย่อยอาหารที่ดีกว่าคนที่เอาแต่นั่ง วิธีนี้ช่วยป้องกันอาการท้องผูก รวมไปถึงโรคกระดูกพรุนด้วย

     5.ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว

              น้ำมะพร้าวเป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส กรดอะมิโน และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคส ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกาย เป็นต้น

     6.เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง

              ในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลต่อการเกิดอาการชักได้

     7.กินส้มช่วยแก้อาการเบื่อหน่ายได้

              การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเอง จะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดได้ดีออกมาด้วย

     8.การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม

              อาหารมื้อเช้าช่วยต่อต้านการแข็งตัวของเลือด เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดจะอุดตันมากขึ้น สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง สมองจึงค่อย ๆ เสื่อม

     9.ดาร์กช็อกโกแลตต่อต้านอนุมูลอิสระ

              รู้ไหมว่า ช็อกโกแลตชนิดอื่น ๆ แทบไม่มีส่วนผสมของโกโก้เลย มีเพียงดาร์กช็อกโกแลตเท่านั้นที่เป็นช็อกโกแลตแท้ ๆ และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีสารเฟลวานอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนระบบหลอดเลือด โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ ในแต่ละวันให้รับประทานช็อกโกแลตดำประมาณครึ่งออนซ์

     10.สมการความสุข  y=b+c
              y  คือ  ความสุข  b คือ  ความรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะมีความสุข อาทิ มีความเข้าใจชีวิตว่าเป็นอย่างไร  รู้จักองค์ประกอบของชีวิต เป็นต้น  c คือ ความอยากในชีวิต  หากมีความอยากมากกว่าความรู้ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข คนคนนั้นก็มีความสุขที่ติดลบ


    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
     

ผลไม้ทายนิสัย

ผลไม้ อาหารของทุกเพศทุกวัย ใครๆ ก็ชื่นชอบ เชื่อว่าแต่ละคนต้องมีผลไม้สุดโปรดเป็นของตัวเองแน่ๆ มาดูกันดีกว่าว่าผลไม้จะทายนิสัยของคุณได้แม่นแค่ไหน อย่างไร
กระท้อน คนชอบกินกระท้อน จะมีลักษณะแข็งนอกอ่อนใน ดูภายนอกเหมือนคนก้าวร้าวแต่จริง ๆ จิตใจดี อ่อนไหวง่าย ไม่ชอบความรุนแรง รักสงบ
กล้วย สำหรับคนที่ชอบทานกล้วย ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม แต่นิสัยจริง ๆ คืออ่อนไหวง่าย ถ้าถูกใครพูดกระทบกระแทกหน่อยก็จะเก็บเอาไปคิดเสียใจ เป็นคนโอบอ้อมอารีย์ มีเหตุผล รอบคอบ มองการณ์ไกล ชอบวางแผน อนาคตให้ตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างเสมอ เป็นคนนิสัยรักสันโดษ เป็นคนที่มีจิตเป็นกุศล ชอบทำบุญแก่คนทุกข์ยาก
เงาะ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบกินเงาะจะเป็นคนค่อนข้างขี้เล่น สามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ ถึงคุณจะขี้โม้ไปบ้างแต่เพื่อน ๆ ก็ชอบในความร่าเริงสนุกสนานของคุณ
ชมพู่ สำหรับคนขี้เกรงใจ จะชอบกินชมพู่มากเป็นพิเศษ มีความอดทนสูง ยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและคิดมาก แต่ไม่ชอบที่จะทำร้ายจิตใจใครจริง ๆ ดังนั้นถ้าหนุ่มคนไหน ชอบกินชมพู่เป็นพิเศษหล่ะ ก็ควรจะเอาใจเค้าให้มาก เพราะเค้าจะคิดอะไร ๆ ไปในทางลบเสมอ
แตงโม เป็นของว่างจานโปรดสำหรับสาวใจกว้าง อ่อนโยน มีน้ำใจกับมิตรสหาย ซื่อสัตย์ไม่คิดคดทรยศเป็นคนง่าย ๆ มองโลกในแง่ดี จะไม่ค่อยโวยวายหรือคิดมาก ตั้งอกตั้งใจทำงานดี แต่มักแพ้ภัยแก่เพศตรงข้าม และคนที่ชอบกินแตงโมจะเป็นคนที่รักใคร่เอ็นดูของเพื่อนฝูงอีกด้วย
ฝรั่ง สาว ๆ ที่ชอบฝรั่งมักเป็นคนรักอิสระ ชอบที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซากจำเจ
มะพร้าว เพื่อน ๆ ที่ชอบมะพร้าวมักเป็นคนใจบุญ มีจิตเป็นกุศล มองโลกในแง่ดี วาจาคมคาย พูดจาเหน็บคนให้เจ็บด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเก่งนักแหละ
มะละกอ ผลไม้โปรดของคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง มีความคิดลุ่มลึก คิดเป็นเหตุเป็นผล วางแผนแยบยล โอบอ้อมอารีย์
มังคุด เหมาะสำหรับคนที่เก็บเนื้อเก็บตัว ช่างฝันและมีอารมณ์โรแมนติก อ่อนไหวง่าย รักใครได้ง่าย ๆ และเก็บเอาไปนึกคิดคนเดียว แต่ไม่นานก็ลืมเอาดื้อ ๆ แล้วก็ไปหลงคนอื่นต่อไปเรื่อยเปื่อย พูดง่าย ๆ คือเป็นผลไม้สำหรับคนเจ้าชู้ไงจ๊ะ
ลองกอง พวกที่ยึดเอาลองกองเป็นอาหารหลัก เป็นคนรักสันโดษ ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยในที่ที่ตนเองไม่เคยไป อนุรักษ์นิยม
ลางสาด สำหรับเพื่อน ๆ ที่เลือกลางสาดเป็นผลไม้หลัก จะเป็นคนอนุรักษ์นิยม ยึดมั่นในแนวความคิดเก่า ๆ ชอบวิถีทางที่เคยทำมาแต่ก่อน แต่เป็นคนมีเหตุผล
ลิ้นจี่ ผลไม้สำหรับคนชอบทำงานเบา ๆ ไม่ต้องใช้กำลังแรงงานมาก ๆ คนชอบทานลิ้นจี่กลัวเพื่อน ๆ จะลำบากน้อยกว่า เลยให้เพื่อน ๆ เอางานไปช่วยทำซะหมด ตัวเองคอยชักใยอยู่เบื้องหลังสบาย ๆ นี่เอง
ลำไย คนชอบทานผลไม้เม็ดเล็กชนิดนี้มักเป็นคนปากหวาน ชอบประจบประแจง ใช้คำพูดยกยอคนให้หลงปลื้ม แต่มักเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นลับหลัง
สตรอเบอร์รี่ ถ้าชอบทานสตรอเบอร์รี่ บอกได้เลยว่าคุณเป็นสาวคุยสนุก มีอารมณ์ขัน ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ตลอดเวลา เป็นที่ต้องการของเพื่อนๆ ในกลุ่ม และเมื่อจะพูดคุยหรือทำอะไรก็ต้องมีคนดู คนฟัง และค่อนข้างมีรสนิยมทีเดียว
สาลี่ ผลไม้คุณหนู ผู้ที่ชอบทานมักจะมีนิสัยอ่อนหวาน สุภาพ อ่อนโยน ไม่ชอบขัดใจใคร มองโลกในแง่ดี ไม่นินทาว่าร้ายใคร นอกจากนี้ยังเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี
ส้มเขียวหวาน เห็นชอบส้มอย่างนี้เป็นคนทันสมัย หัวก้าวหน้า แต่มักมีนิสัยหึงหวงเพศตรงข้ามอยู่เนืองๆ มัธยัสถ์ รู้จักใช้จ่าย
ส้มโอ คนที่ชอบส้มโอจะเป็นคนที่รักความสบาย ความหรูหรา โอ่อ่า ใจอ่อนง่าย ถ้ามีใครๆ มาตื๊อก็คงยอมให้กันทุกอย่างแบบเทกระเป๋าไปเลย
สัปปะรด ผู้ที่ชอบกินเป็นคนที่แคร์คนอื่นมากเกินไป มัวแต่ไปเอาใจคนอื่นเกินไป ทำให้เพื่อนๆ มักจะรำคาญและเบื่อหน่ายอยู่เสมอ
องุ่น ผลไม้ยอดฮิตของคนสวยมีเสน่ห์ เพื่อนๆ ที่ชอบทาน มักเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนง่าย นิสัยร่าเริง มีความคิดความอ่านสุขุมรอบคอบ ปากกับใจไม่ค่อยตรงกันนัก ไม่ค่อยชอบบอกเรื่องส่วนตัวให้ใครรู้ง่าย ๆ
แอ๊ปเปิ้ล ผลไม้ของคนขี้เหงา ขาดเพื่อนไม่ได้ เป็นคนไม่ค่อยแคร์เรื่องความรัก คือนึกจะรักใครก็รัก นึกจะเลิกก็เลิกขึ้นมาง่ายๆ แต่จะเป็นคนที่มีความอดทนในเรื่องของการทำงาน

เรื่องจาก Forward Mail